แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มะเขือเทศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มะเขือเทศ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562

ปลูกมะเขือเทศ ราชินี ด้วยอะมิโน ออร์แกนิค


มะเขือเทศราชินี
     มะเขือเทศ สวนกลับบ้านเรารักรออยู่ ต. หนองฝ้าย อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี เป็นพื้นดินทราย ส่วนใหญ่เกษตรกรมีอาชีพ ปลูกมันสำปะหลัง และอ้อยส่งโรงงาน ใช้สารเคมีอย่างหนัก
    คุณเอก เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่สำนึกรักบ้านเกิด กลับมาพลิกฟื้น พื้นดินทรายให้กลายเป็น แห่งปลูกพืชผัก อินทรีย์ ปลอดสารเคมี`100% และเขาสามารถล้างเคมีได้ภายในหนึ่งฤดูการปลูกเท่านั้น พื้นที่ปลูกประมาณ 400 ต้น ในพื้นที่ 1 งาน
    การปลูกมะเขือเทศ ราชินี  กระบวนการแรก คือการฟื้นฟูดินใหม่  ตามแนวทางของเรา โดยใช้อินทรีย์วัตถุใส่ลงไปในดิน แล้วใช้ อะมิโนออร์แกนิค ผสมน้ำรด เพื่อให้จุลลินทรีย์ในดินทำงานได้ดี และรดอะมิโน ออร์แกนิค อย่างเดียว ทำให้ต้นพืชแข็งแรงต้านทานโรคได้ในระดับหนึ่ง  
   ซึ่งผลผลิตที่ได้เป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ลูกสวย มีเนื้อเยอะ รสชาดอร่อย ไม่เหม็นเขียว เก็บได้นาน 

คุณเอก เจ้าของสวนกลับบ้านเรารักอยู่

มะเขือเทศที่เริ่มปลูกในพื้นที่ดินทราย อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี  ธ.ค 2561

ผลผลิต มะเขือเทศ อินทรีย์ ปลอดสารเคมี สวน กลับบ้านเรารักรออยู่

ความสมบูรณ์ของมะเขือเทศ ที่ใช้ อะมิโน ออร์แกนิค

มะเขือเทศ ราชินี กินสด ปลูกโดยใช้ อะมิโน ออร์แกนิค

อะมิโน ออร์แกนิค ช่วยให้ผลมะเขือเทศสมบูรณ์

อะมิโน ออร์แกนิค ช่วยสร้างความสมบูรณ์ให้พืช แข็งแรง

อะมิโน ออร์แกนิค ทำให้มะเขือเทศลูกดกมาก



มีแมลงมารบกวนเล็กน้อย



การปลูกมะเขือเทศ ราชินี แบบธรรมชาติ ปลอดสารเคมี 100% จากการส่งตรวจห้อง LAB 

ปลูกมะเขือเทศ อินทรีย์ ปลอดสารเคมี 100 % ปลูกแบบธรรมชาติ โดยใช้อะมิโน ออร์แกนิค 

มะเขือเทศ อินทรีย์ ปลอดสารเคมี 100% ใช้อะมิโน ออร์แกนิค ปลูกกลางธรรมชาติ

พื้นดินทราย ก็สามารถปลูกพืชผักปลอดสารเคมีได้ โดยใช้ อะมิโน ออร์แกนิค

เกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมี บนพื้นดินทราย โดยใช้ อะมิโน ออร์แกนิค



มะเขือเทศ ปลอดสารเคมี มีประโยชน์อย่างไร

มะเขือเทศ ( Tomato )

มะเขือเทศ ( Tomato ) คือ ผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่ามีความโบราณที่สุด เพราะมีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยในตอนแรกนั้น มะเขือเทศก็เป็นเพียงแค่วัชพืชที่ขึ้นท่ามกลางไร่มันสำปะหลังและไร่ถั่ว ซึ่งไม่ได้รับความสนใจมากนัก จนต่อมาได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ตามธรรมชาติ มนุษย์จึงได้เริ่มนำมาเพาะปลูกเป็นอาหาร โดยชนพื้นเมืองที่นำมะเขือเทศมาปลูกอย่างแพร่หลายเป็นครั้งแรก ก็คือชาวพื้นเมืองเอซเท็ค ( Aztecs ) ในประเทศเม็กซิโกนั่นเอง  ซึ่งในช่วงเวลาต่อมาที่กองทัพสเปนได้เข้าไปบุกยึดประเทศเม็กซิโกมาเป็นอาณานิคม ก็ได้มีการนำมะเขือเทศกลับไปปลูกที่ประเทศสเปนด้วย จากนั้นมะเขือเทศจึงค่อยๆ กลายเป็นที่รู้จักและนิยมกันอย่างแพร่หลาย
มะเขือเทศ ชื่อสามัญ : Tomato
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lycopersicon Esculentum Mill. 
จัดอยู่ในวงศ์มะเขือ : ( SOLANACEAE )

การเรียกชื่อมะเขือเทศ

แต่เดิมชาวเอซเท็ค จะเรียกมะเขือเทศว่า Tomat ในขณะที่คนสเปนเรียกตามภาษาพื้นเมืองว่า Tomate ซึ่งเริ่มแรกที่มะเขือเทศเข้ามาสู่ชาวยุโรปนั้น ก็มีการเรียกชื่อมะเขือเทศว่า Love Apple ที่แปลว่าแอปเปิ้ลแห่งความรัก หรือแอปเปิ้ลทอง นั่นก็เพราะชาวฝรั่งเศสได้ฟังชื่อแอปเปิ้ลเพี้ยนมาจากภาษาอิตาเลียน ที่เรียกมะเขือเทศว่า Pomi Dei Mors โดยเพี้ยนไปเป็น Pomme d’ Amour ที่แปลว่าแอปเปิลแห่งความรัก และถึงแม้ว่ามะเขือเทศจะมีการบัญญัติให้ใช้ชื่อตามหลักสากลว่า Tomato แต่ในภาษาเยอรมันก็ยังคงเรียกมะเขือเทศว่า แอปเปิ้ลรัก กันอย่างแพร่หลายเลยทีเดียว
และจากชื่อของมะเขือเทศดังกล่าว ก็ทำให้หลายคนมีความเข้าใจว่ามะเขือเทศเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณในการกระตุ้นกำหนัด หนุ่มสาวชาวอังกฤษจึงนิยมมอบมะเขือเทศสีแดงให้กับคนรัก เพื่อแสดงถึงความรักและความเสน่หาที่ตนมีให้กับคนรักนั่นเอง นอกจากนี้สำหรับผู้หญิงที่ยังโสด ไร้ชายใดมาเคียงคู่ ก็จะนำเอาเมล็ดของมะเขือเทศที่ตากจนแห้งแล้วมาห่อไว้ในผ้าพันคอแล้วพกติดกายตลอดเวลา เพราะเชื่อยาจะเป็นยาเสน่ห์ที่สามารถดึงดูดเพศตรงข้ามให้มาหลงรักได้ดี
นอกจากนี้ชื่อมะเขือเทศในภาษาอังกฤษ ก็จะเรียกกันว่า Tomato ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาสเปนและภาษาชาวพื้นเมืองเอซเท็ค จึงเริ่มแรกนั้นก็มีการเรียกเพี้ยนกันออกไปบ่อยๆ จึงได้มีการกำหนดให้มะเขือเทศมีชื่อเรียกว่า Tomato เพื่อความเป็นมาตรฐานและไม่เรียกผิดเพี้ยนกันบ่อยๆ
มะเขือเทศ นอกจากเป็นสุดยอดสารอาหารของผิวที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ด้านความงาม ยังมีคุณสมบัติต้านโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง เพราะในมะเขือเทศมีสารอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย สำหรับสารสำคัญที่พบมากในมะเขือเทศมากจะเป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ ( Carotenoids ) ได้แก่ เบตาแคโรทีน (ฺ Beta Carotene ) และลูทีน ( Lutein ) ไลโคปีน ( Lycopene ) แอลฟาแคโรทีน ( Alpha Carotene ) 
จากข้อมูลเกี่ยวกับการแพทย์ทางธรรมชาติ (Natural Medicines Comprehensive Database) ได้แบ่งระดับความน่าเชื่อถือของการใช้การรักษาทางเลือกจากธรรมชาติเป็น 7 ระดับ

ตัวอย่างงานวิจัยกี่ยวกับมะเขือเทศและการรักษาโรค ( การรักษาทางเลือกจากธรรมชาติ )

โรคหอบหืด สารต้านอนุมูลอิสระอาจจะช่วยกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการป้องกันและขจัดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ แต่การศึกษาความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหอบหืดยังมีอยู่จำกัด มีงานวิจัยผู้ป่วยโรคหอบหืดและการอักเสบของทางเดินลมหายใจ โดยให้ลองรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระต่ำเป็นเวลา 10 วัน จากนั้นให้รับประทานยาหลอก 7 วัน ตามด้วยสารสกัดจากมะเขือเทศที่มีปริมาณไลโคปีน 45 มิลลิกรัมต่อวันอีก 7 วัน และต่อด้วยน้ำมะเขือเทศที่มีปริมาณไลโคปีน 45 มิลลิกรัมต่อวันอีก 7 วัน ผลพบว่า การบริโภคไลโคปีนอาจช่วยลดการอักเสบของปอดในโรคหืด ทั้งนี้ ไลโคปีนในรูปแบบอาหารเสริมควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติม และระยะเวลาในการศึกษาค่อนข้างสั้น การระบุประสิทธิภาพของมะเขือเทศต่อการบรรเทาอาการโรคหอบหืดยังคงต้องมีการค้นคว้าเพิ่มขึ้น
โรคหัวใจและหลอดเลือด การศึกษาปริมาณไลโคปีน แอลฟาแคโรทีน เบตาแคโรทีน แอลฟาโทโคฟีรอล ( α-Tocopherol ) เรตินอยด์ ( Retinoid ) กับความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ชายชาวฟินแลนด์ อายุ 46-65 ปี จำนวน 1,031 คน โดยติดตามผลในช่วงประมาณ 12 ปี ผลพบว่าไลโคปีนในปริมาณสูงจากการรับประทานผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศอาจช่วยลดความความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองและสมองขาดเลือดลง ซึ่งระดับไลโคปีนที่ตรวจพบจากการเจาะเลือด อาจเป็นผลมาจากการรับประทานมะเขือเทศนั่นเอง และนอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่วิเคราะห์อาหารที่ทำจากมะเขือเทศ หรือมีสารไลโคปีนเยอะมีผลต่อความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้หญิงวัยกลางคนและสูงอายุด้วยเช่นกัน โดยมี จำนวน 39,876 คน ในช่วงระยะเวลา 7 ปี กลับพบว่าสารไลโคปีนในอาหารไม่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่การรับประทานไลโคปีนหรือสารพฤกษเคมี (Phytochemicals) อื่น ๆ ที่มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบอาจส่งผลดีในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคความดันโลหิตสูง ( Hypertension ) การศึกษาเกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระจากสารสกัดจากมะเขือเทศในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงระดับที่ 1 โดยให้อาสาสมัครรับประทานสารสกัดจากมะเขือเทศสด 250 กรัม เปรียบเทียบกับยาหลอก ผลพบว่าการรักษาด้วยสารสกัดจากมะเขือเทศระยะสั้น ซึ่งอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสามารถลดความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้ 
โรคมะเร็ง ( Cancer ) สารไลโคปีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพและพบมากในมะเขือเทศ โดยเฉพาะมะเขือเทศที่ผ่านการแปรรูปหรือผ่านความร้อน เช่น ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศเข้มข้น น้ำมะเขือเทศ ซอสมะเขือเทศ เป็นต้น สารไลโคปีนอาจไปกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอาจช่วยขัดขวางและหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็งบางประเภทเพื่อป้องกันเซลล์ได้รับความเสียหายจนกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ด้วยเหตุนี้การวิจัยหลายชิ้นจึงให้ความสนใจบทบาทของไลโคปีนต่อการป้องกันโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น 
– โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินในมะเขือเทศที่เชื่อกันว่ามีฤทธิ์ต้านมะเร็ง จึงมีการศึกษาระดับแคโรทีนอยด์และวิตามินต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร จากการวิจัยเชิงสังเกตและติดตามผลชายชาวจีนวัยกลางคนและวัยชราจำนวน 18,244 คน ในระยะเวลา 12 ปี โดยเปรียบเทียบกลุ่มคนที่มีระดับความเข้มข้นของแคโรทีนอยด์และวิตามินหลายตัวในเลือดสูงกับกลุ่มทดลอง ปรากฏว่าแคโรทีนอยด์อย่างแคโรทีน ไลโคปีน และวิตามินซี อาจเป็นสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการรับประทานแคโรทีนอยด์ในปริมาณสูงก็อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคกระเพาะอาหารให้น้อยลง แต่ก็คล้ายคลึงกับการวิจัยโรคมะเร็งชนิดอื่นในด้านที่เป็นการศึกษาเฉพาะสารแคโรทีนอยด์และวิตามินทั่วไป ซึ่งร่างกายอาจได้รับจากการรับประทานอาหารประเภทอื่น ไม่ใช่เฉพาะแค่เพียงมะเขือเทศ จึงต้องมีการค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับประทานมะเขือเทศโดยตรง
– โรคมะเร็งตับอ่อน แม้ว่าผักและผลไม้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสาเหตุของโรคมะเร็งตับอ่อน แต่บทบาทของสารพฤกษเคมีในกลุ่มอาหารเหล่านี้ยังได้รับความสนใจอยู่น้อย จากการศึกษาความสัมพันธ์ของแคโรทีนอยด์ในอาหารกับความเสี่ยงโรคมะเร็งตับอ่อนในผู้ป่วยโรคมะเร็งตับอ่อน จำนวน 462 คน เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ซึ่งเป็นประชากรชาวแคนาดา จำนวน 4,721 คนจาก 8 รัฐ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการบริโภคอาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบมากหรือรับประทานผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศที่มีปริมาณไลโคปีนสูงอาจช่วยให้ความเสี่ยงของโรคมะเร็งตับอ่อนลดลง แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องรอการค้นคว้าต่อในอนาคตเพื่อการยืนยันผลที่แน่ชัด 
– โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเขือเทศอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูงที่เรียกว่าไลโคปีน ซึ่งอาจช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและลดการเติบโตของเนื้องอกในผู้ชายที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของอาหารกับความเสี่ยงโรคมะเร็งต่อมลูกหมากที่จัดทำโดยสมาคมการวิจัยเพื่อการป้องกันโรคมะเร็ง (American Institute for Cancer Research: AICR) ประเทศสหรัฐอเมริกา และกองทุนวิจัยโรคมะเร็งโลก (World Cancer Research Fund: WCRF) ได้ศึกษากับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากจำนวน 1,806 คน และกลุ่มคนปกติ 12,005 คน ผลการวิเคราะห์พบว่าการรับประทานมะเขือเทศ ผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ หรือผักชนิดอื่นก็อาจช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ตรงกันข้ามกับการวิจัยอีกชิ้นที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแคโรทีนอยด์ในเลือดกับความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากในการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก จำนวน 692 ราย ในช่วง 1-8 ปี ผลการศึกษาพบว่ามีเฉพาะเบตาแคโรทีนในปริมาณสูงที่มีผลต่อความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากแต่ไคโลปีนและแคโรทีนอยด์ตัวอื่นไม่พบความเกี่ยวข้องกันกับโรค
มะเขือเทศ นอกจากเป็นสุดยอดสารอาหารผิวที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ด้านความงาม ยังมีคุณสมบัติต้านโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง มะเขือเทศมีสารอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ และพบสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ ( CAROTENOIDS ) ได้แก่ เบตาแคโรทีน ลูทีน ไลโคปีนและแอลฟาแคโรทีน

ประโยชน์ของมะเขือเทศ

มะเขือเทศทั่วโลกมีมากกว่า 20,000 สายพันธุ์ ดังที่เห็นบ่อยๆจะมีทั้งแบบลูกเล็ก ลูกใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ก็จะล้วนเป็นสีแดงทั้งสิ้น แต่ก็ใช่ว่าจะมีมะเขือเทศเพียงสีเดียวเท่านั้น เพราะในปัจจุบันก็มีมะเขือเทศสีดำ มะเขือเทศสีขาว มะเขือเทศสีม่วง เช่นกัน ซึ่งก็มีประโยชน์และเป็นที่นิยมไม่แพ้มะเขือเทศสีแดงเลย ประเภทของมะเขือเทศในปัจจุบันมีหลายชนิด เช่น มะเขือเทศท้อ มะเขือเทศสีดา มะเขือเทศราชินี มะเขือเทศสีเหลือง ประโยชน์ของมะเขือเทศโดยทั่วไปคือ
  • มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารมากมายหลายชนิด และที่โดดเด่นที่สุด ก็คือวิตามินซีและวิตามินเอที่พบได้มากในมะเขือเทศ แถมยังเป็นวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย
  • มะเขือเทศมีสารจำพวกไลโคปีน ที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดความเสี่ยงโรคร้ายต่างๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อการเสื่อมของร่างกายได้ดี เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ข้อเสื่อม โรคหลอดเลือด และโรคตาต้อกระจก เป็นต้น
  • มะเขือเทศมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง แก้แผลร้อนในช่องปาก เป็นยาช่วยดับร้อนถอนพิษ และสามารถบรรเทาอาการของโรคหัวใจได้อย่างดีเยี่ยม
  • ผลของมะเขือเทศเป็นยาระบายอ่อนๆ แก้กระหายน้ำและเบื่ออาหาร
  • ต้นมะเขือเทศมีสารสำคัญ คือโทมาทีน ( tomatine ) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิดที่เป็นต้นเหตุของโรคในพืชและคน
  • รากและใบแก่ต้มกินแก้ปวดฟัน ใบบดเป็นผงละเอียด เป็นยาเย็น ใช้ทาผิวถูกแดดเผา
  • ใบชงกับน้ำร้อนใช้เป็นยาพ่นกำจัดหนอนที่มากินผักได้ 
เพียงแค่ทานมะเขือเทศวันละประมาณ 1-2 ผลเท่านั้น และยิ่งทานมะเขือเทศไปพร้อมกับการรักษาด้วยแล้ว ก็จะยิ่ง เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้มากขึ้นไปอีก ทั้งนี้มะเขือเทศป้องกันโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ ทั้งยังช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้านช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย มะเขือเทศยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเส้นเลือดตีบ การเกิดโรคหัวใจวาย โรคหัวใจขาดเลือด ช่วยในระบบย่อยในกระเพาะอาหารและช่วยในการขับถ่ายอุจจาระได้สะดวกได้อีกด้วย

ทำความรู้จักกับสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์

สารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ส่วนใหญ่ จะเป็นสารประกอบอินทรีย์ท่สามารถพบได้มากในพืชและแบคทีเรียที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ซึ่งสารในกลุ่มนี้จะทำให้เกิดสีส้ม แดงและสีเหลือง จึงดูได้ไม่ยากว่าผักผลไม้ชนิดใดที่มีแคโรทีนอยด์สูงนั่นเอง ส่วนคุณสมบัติของสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ก็มีประโยชน์ในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเซลล์ ซึ่งในปัจจุบันพบว่าสารในกลุ่มนี้มีสูงมากถึง 600 ชนิด แต่ที่ได้รับความนิยมและมีการยอมรับมากที่สุด ก็มีเพียง 6 ชนิดได้แก่
1. อัลฟาแคโรทีน ( Alpha Carotene ) เป็นสาระสำคัญที่ร่างกายจะนำไปใช้ในการสังเคราะห์วิตามินเอโดยจะพบมากในผักโขม มะเขือเทศ และแครอท
2. เบต้าแคโรทีน ( Beta Carotene ) เป็นสารที่จะช่วยสังเคราะห์วิตามินเอเช่นกัน แต่หากมีมากเกินความจำเป็น ก็จะทำหน้าที่ในการต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ซึ่งก็จะพบได้มากใน มะม่วงมันเทศ แครอท แคนตาลูปและลูกพีช
3. คริปโตแซนทีน ( Cryptoxanthin ) เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ และมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงโรคมะเร็งปอดโดยตรง ซึ่งมักจะพบได้มากในพริกหยวก ฟักทอง ส้มเขียวหวานและลูกพลัม
4. ไลโคปีน ( Lycopene ) มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกิดมะเร็งได้หลากหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านมเป็นต้น และสามารถลดระดับไขมัน น้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติได้อีกด้วย
5. ลูทีน ( Lutein ) มีส่วนช่วยในการปกป้องและบำรุงสายตา พร้อมกับลดการเสื่อมสภาพของจอประสาทตา โดยเฉพาะในคนที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ จ้องแสงหน้าจอตลอดเวลา โดยสามารถพบลูทีนได้มากในดอกดาวเรือง และผักเคลหรือผักคะน้า
6. ซีแซนทิน ( Zeaxanthin ) มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาและป้องกันภาวะต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาเช่นกัน โดยจะพบได้มากในผักขม บร็อคโคลี และมะเขือเทศที่ปรุงผ่านความร้อนแล้ว 

มะเขือเทศกับสารไลโคปีน

จากการวิจัยพบว่าในมะเขือเทศจะอุดมไปด้วยสารไลโคปีนเป็นจำนวนมาก และจะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อมีการปรุงมะเขือเทศด้วยความร้อน เพราะจะทำให้เกิดชีวประสิทธิผลที่ดีขึ้นและเพิ่มปริมาณของไลโคปีนให้สูงขึ้นไปอีก นั่นก็เพราะเมื่อไลโคปีนสัมผัสกับความร้อน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงพันธะเคมีแบบทรานส์ ทำให้ไลโคปีนกลายเป็นพันธุแบบซิสที่เป็นเส้นโค้งงอ โดยจะสามารถละลายในไขมันได้ดีกว่า จึงทำให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่าด้วยนั่นเองซึ่งจากกรณีของมะเขือเทศจะเห็นได้ว่า ผักผลไม้ทุกชนิดไม่ได้มีประโยชน์มากที่สุดเมื่อทานสดๆ เท่านั้น โดยเฉพาะมะเขือเทศที่จะยิ่งมีคุณค่าสูงขึ้นเมื่อได้ผ่านการปรุงด้วยความร้อนนั่นเอง เพราะฉะนั้นมาทานมะเขือเทศที่ปรุงด้วยความร้อนกันบ่อยๆ ดีกว่า

ไลโคปีนและสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ในมะเขือเทศ

ไลโคปีน ( Lycopene ) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมาก และยังช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ดีอีกด้วย ซึ่งจะช่วยเสริมสุขภาพให้แข็งแรงยิ่งขึ้นแม้จะอายุมากแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ไลโคปีนก็สามารถป้องกันโรคไม่ติดต่อได้หลายชนิดเช่นกัน อย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง ไขมันอุดตันในเส้นเลือดและโรคเส้นเลือดตีบในสมอง เป็นต้น ไลโคปีน เป็นสารที่พบได้มากในผักผลไม้สีแดง เหลืองและสีส้ม โดยถูกจัดอยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ( Carotenoid ) ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมเรียกสารในกลุ่มนี้ว่าสารเบต้าแคโรทีนนั่นเอง แต่ทั้งนี้ไลโคปีนจะมีโครงสร้างโมเลกุลที่แตกต่างจากสารในกลุ่มนี้อีกด้วย
คุณค่าทางโภชนาการของมะเขือเทศแดงสด 1 ส่วนต่อ 100 กรัม

สารอาหารในมะเขือเทศ (Nutrient)

หน่วย

1 ส่วนต่อ 100 กรัม

น้ำ ( Water )กรัม94.34
พลังงาน ( Energy )กิโลแคลอรี18
โปรตีน ( Protein )กรัม0.95
ไขมันรวม Total lipid ( Fat ) กรัม0.11
คาร์โบไฮเดรต ( Carbohydrate )กรัม4.01
ไฟเบอร์ ( Fiber )กรัม0.7
น้ำตาล ( Sugars )กรัม2.49
แคลเซียม ( Calcium )มิลลิกรัม11
ธาตุเหล็ก ( Iron )มิลลิกรัม0.68
แมกนีเซียม ( Magnesium )มิลลิกรัม9
ฟอสฟอรัส ( Phosphorus )มิลลิกรัม28
โปแตสเซียม ( Potassium )มิลลิกรัม218
โซเดียม ( Sodium )มิลลิกรัม11
สังกะสี ( Zinc )มิลลิกรัม0.14
วิตามินซี ( Vitamin C )มิลลิกรัม22.8
ไทอามิน ( Thiamin )มิลลิกรัม0.036
ไรโบฟลาวิน (Riboflavin)มิลลิกรัม0.022
ไนอาซิน ( Niacin )มิลลิกรัม0.532
วิตามินบี 6 ( Vitamin B-6 )มิลลิกรัม0.079
โฟเลท ( Folate )มิลลิกรัม13
มะเขือเทศมี วิตามินเอ ( Vitamin A )IU489
วิตามินอี ( Vitamin E )มิลลิกรัม0.56
วิตามินเค ( Vitamin K )มิลลิกรัม2.8
กรดไขมันชนิดอิ่มตัว ( Fatty Acids, Total Saturated )กรัม0.015
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ( Fatty Acids, Total Monounsaturated ) กรัม0.016
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ( Fatty Acids, Total Polyunsaturated )กรัม0.044
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

มะเขือเทศสำหรับชาวยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่ 16

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 เป็นช่วงที่ชาวยุโรปไม่นิยมกินมะเขือเทศ เพราะไม่ชอบในรสชาติของมัน และยังคงรังเกียจมะเขือเทศอย่างต่อเนื่องจนเมื่อศตวรรษที่ 17 ชาวยุโรปก็ได้มีความเชื่อแบบผิดๆ ว่า มะเขือเทศเป็นต้นไม้ที่มีพิษที่อาจจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ เนื่องจากอาจมีสารอัลคาลอยด์ผสมอยู่ ซึ่งสารดังกล่าวก็อาจจะทำให้ผู้ที่กินมะเขือเทศเข้าไปเป็นโรคเกาต์ได้ง่ายด้วยนั่นเอง และถึงแม้ว่าในภายหลังความเชื่อดังกล่าวจะค่อยๆหมดไป แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงรังเกียจในรสชาติของมะเขือเทศอยู่ดี และเป็นอย่างนั้นอยู่ยาวนานกว่า 300 ปีเลยทีเดียว
ซึ่งหากมองย้อนมาในปัจจุบันนี้ กลับดูเป็นเรื่องที่น่าขำมาก เพราะชาวฝรั่งส่วนใหญ่กลับนิยมกินมะเขือเทศกันเป็นชีวิตจิตใจ แบบที่จะขาดไม่ได้เลยทีเดียว โดยสังเกตได้จากหลากหลายเมนูของพวกเขาที่มักจะมีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นพิซซ่า สลัด ซอส หรือสปาเกตตี้ จะเห็นได้ว่าชาวยุโรปมีความชอบในมะเขือเทศมาก

มะเขือเทศกับทวีปเอเชีย

ส่วนในทวีปเอเชีย มะเขือเทศ ได้เริ่มเข้ามาในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 โดยชาวอังกฤษเป็นผู้นำเข้ามาในประเทศ 
อินเดียเป็นครั้งแรก แต่ในสมัยนั้นมะเขือเทศยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก ส่วนในประเทศไทย มะเขือเทศได้ถูกนำเข้ามาโดยฝรั่งต่างชาติในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ฝรั่งได้นำพริกเข้ามาในไทยครั้งแรกเช่นกัน โดยตามบันทึกของหมอบรัดเลย์ ได้ระบุที่มาของชื่อมะเขือเทศว่า มะเขือเทศเป็นมะเขือที่นำเข้ามาจากเมืองเทศ จึงถูกเรียกว่ามะเขือเทศนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก https://amprohealth.com/food/tomato/

เอกสารอ้างอิง


รัชนี คงคาฉุยฉาย และ ริญ เจริญศิริ. โภชนาการกับผัก. กรุงเทพฯ : สารคดี, 2554. 1.ผลไม้–แง่โภชนาการ–ไทย. I.ชื่อเรื่อง. 641. ISBN 978-974-484-346-3.
USDA Nutrient database
“Tomato History. The history of tomatoes as food”. Home cooking. Retrieved 2013-08-07.
Solanum lycopersicum- Tomato”. Encyclopedia of Life. Retrieved 1 January 2014.
Aculops lycopersici (Tomato russet mite)”. Wallingford, UK: Invasive Species Compendium, Centre for Agriculture and Biosciences International. 23 June 2015. Retrieved 11 November 2016.

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ทำไมคนเรา ต้องทานมะเขือเทศ


มะเขือเทศเป็นอาหารพรีไบโอติก
พรีไบโอติก (prebiotic) 
พรีไบโอติก (prepiotic) คือ อาหารซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อย และไม่ถูกดูดซึมได้ในระบบทางเดินอาหาร ทั้งกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่จะถูกย่อยด้วยแบคทีเรียบริเวณในลำไส้ใหญ่ โดยจะกระตุ้นการทำงานและส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์โปรไบโอติก (probiotic) มีประโยชน์ต่อสุขภาพ จัดเป็นอาหารในกลุ่ม functional food
สารอาหารที่จัดเป็นพรีไบโอติก
  • น้ำตาลแอลกฮอล์ (sugar alcohol) หรือ polyols ได้แก่ maltitol, sorbitolisomaltxylitol เป็นต้น เป็นสารให้ความหวาน (sweetener) โดยมีความหวาน (relative sweetness) น้อยกว่าน้ำตาลทราย (sucrose) ประมาณ 3 ใน 4 หรือครึ่งหนึ่ง และยังดูดซับได้ช้าในลำไส้เล็กเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำตาล มีค่า glycemic index ต่ำ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ 
  • โอลิโกแซ็กคาไรด์ (oligosaccharide) เป็นคาร์โบไฮเดรตสายสั้น ประกอบด้วยน้ำตาลตั้งแต่ 3 ถึง 10 หน่วย ได้แก่ raffinosestachyosefructo-oligosaccharide, lactulose, galacto-oligosaccharide (GOS), soybean oligosaccharide, lactosucrose, isomalto-oligosaccharide, gluco-oligosaccharides,
    xylo-oligosaccharides และ palatinose
  • Resistant starch เป็น polysaccharide ซึ่งจะไม่ถูกดูดซับในลำไส้เล็ก ประกอบด้วย amylose ประมาณร้อยละ 20-25
  • พอลิแซ็กคาไรด์ที่ไม่ใช่สตาร์ซ (Non-starch polysaccharides, NSP) เป็นสารที่ได้รับจากพืช เช่น pectincellulosehemicelluloseguar gumgum arabicbeta glucan, xylan
  • อินูลิน (inulin) เป็นสาร polysaccharides ที่พืชเก็บสะสมไว้เป็นอาหาร พบในพืชมากกว่า 36,000 ชนิด เช่น Chicory root เห็ด หัวหอม หัวกระเทียม กล้วย เป็นต้น
  • Mucin glycoproteins ถูกสร้างโดย goblet cells ที่อยู่ในเยื่อบุผิวลำไส้และเป็นสารตั้งต้นหลักสำหรับการหมักในลำไส้
  • Related mucopolysaccharides ตัวอย่างเช่น chondroitin sulphate, heparin, pancreatic และ bacterial secretions ซึ่งสารเหล่านี้เป็นสารที่มีไว้สำหร้บจุลินทรีย์ในลำไส้
  • Protein และ peptides สารเหล่านี้สร้างขึ้นในอาหาร สร้างโดยการหลั่งของตับอ่อนหรือสร้างโดยแบคทีเรีย แต่จะมีปริมาณน้อยกว่าพวกคาร์โบไฮเดรต
ประโยชน์ต่อสุขภาพ
สารในกลุ่มพรีไบโอติก จัดเป็นฟังก์ชันนาลฟู้ด (functional food) เพราะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยจะกระตุ้นการทำงานและส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์โปรไบโอติก (probiotic) เช่น แบคทีเรียในกลุ่ม lactic acid bacteria ได้แก่ แล็กโทบาซิลลัส (lactobacillus) และไบฟิโดแบคทีเรีย (bifidobacteria) 
พรีไบโอติกและโปรไบโอติกทำงานร่วมกัน จะรวมเรียกว่า ซินไบโอติก (synbiotics) จะเป็นผลดีต่อร่างกายมากช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดีกระตุ้นการเจริญของจุลินทรีย์ภายในทางเดินอาหารให้เหมาะสม ทำให้โปรไบโอติกมีการย่อยสลายในระบบนิเวศน์จุลินทรีย์ที่มีการแข่งขันกัน ผลที่ตามมา คือ
  • กรดแล็กทิก (lactic acid) ที่จุลินทรีย์สร้างจะยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค (pathogen) และสร้างสารพิษ เช่น Clostridium perfringensSalmonella และช่วยป้องกันและลดอาการของโรคติดเชื้อ (infection) ในทางเดินอาหาร
  • ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอล (cholesterol) ฟอสฟอลิพิด (phospholipid) และไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ในเลือด โดย Lactobacillus acidophilus ซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่มบิฟิโดแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้จ ะช่วยย่อยสลายคอเลสเตอรอล และยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลผ่านผนังลำไส้
  • ช่วยการดูดซึมอาหารในลำไส้ก็ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดอาการท้องผูกได้ เนื่องจากกรดอินทรีย์ที่จุลินทรีย์ บิฟิโดแบคทีเรีย (bifidobacteria) ผลิตขึ้น จะกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ และช่วยเพิ่มความชื้นของอุจจาระ ทำให้สามารถขับถ่ายได้ดีขึ้น 
  • ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในระบบย่อยอาหาร 
  • สามารถผลิตวิตามิน vitamin B1, vitamin B2, vitamin B6, vitamin B12, nicotinic acid และ folic acid ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะภูมิแพ้ เสริมสร้างการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันได้
แหล่งที่พบในอาหาร
พรีไบโอติก (prebiotic) พบในอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะในผัก เช่น มะเขือเทศ รากชิคอรี หัวอาร์ทิโชก กระเทียม หอมหัวใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง ผลไม้ เช่น กล้วย แอปเปิล และเมล็ดธัญพืชบางชนิด
การใช้พรีไบโอติกในอาหาร
มีการผสมสารที่เป็นพรีไบโอติกลงในอาหาร ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ น้ำนม อาหารทารก โยเกิร์ต พาสต้าขนมอบ ซอส อาหารเช้าธัญพืช (breakfast cereal) ซุป ขนมขบเคี้ยวแบบต่างๆ เป็นต้น
Reference
http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0781/prebiotic